สายลมพเนจร

posted on 04 May 2009 16:10 by ostokaze

  

   คุณเชื่อไหมว่าเดิมทีมนุษย์เรามีสองเพศในร่างเดียวกัน? แต่แล้วพระเจ้าเกิดอิจฉามนุษย์ที่มีสองเพศอยู่ในร่างเดียวกันและรักกัน จึงจับร่างกายมนุษย์ทั้งสองซีก ให้แยกออกจากกันแล้วโยนทิ้งไปคนละทิศทาง
   เมื่อมนุษย์ลงมาเกิดบนโลก เราจึงเกิดมาพร้อมกับความว้าเหว่ภายในที่ต่างก็ไม่มีใครมองเห็นและเฝ้าค้นหาคนที่จะมาเติมเต็มให้กับชีวิต ซึ่งนั่นก็คือ คนอีกคนที่เคยหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันในร่างกายของเรา
   และด้วยเหตุผลนี้กระมัง จึงเป็นที่มาของคำว่า “คนคนเดียวกัน” คำที่ใครๆหลายคนชอบพูดกัน
   แปลกไหม? ทั้งที่โลกใบนี้แสนกว้างและมีผู้คนมากมาย แต่กลับมีใครบางคนที่มีอิทธิพลกับชีวิตของเราอย่างมหาศาล เขาไม่ได้บังคับให้เราหัวเราะหรือร้องไห้ด้วยคำพูด แต่ทุกการกระทำและการเคลื่อนไหว เป็นพลังที่ทำให้ความรู้สึกของเราเคลื่อนหมุนตลอดเวลา
   ความรักเป็นเรื่องราวที่มีความซับซ้อนมากมาย มันอาจเป็นแค่จุดจุดเดียวในหัวใจ แต่ก็เป็นจุดใหญ่ทีหล่อเลี้ยงให้ลมหายใจดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ
   ผมจึงเชื่อตลอดมาว่า ความรักเป็นแรงผลักดันให้โลกหมุนเพราะคนเรา...ไม่ว่าชีวิตจะว้าเหว่และแสนเหงาเพียงใด แต่ก็ไม่มีอะไรที่เราพูดคุยแล้วจะรู้สึกอ่อนหวานได้เท่าความรัก
   ความรักเป็นพรวิเศษจากดวงดาว ที่น้อยคนจะมีโอกาสได้ครอบครอง
   ถ้าวันนี้...ชีวิตผมมีความรักซุกตัวอยู่ในอ้อมแขน ผมจะรักษามันไว้เป็นความฝันในดวงตาให้ยาวนานที่สุด เพราะผมไม่รู้ว่าความรักจะจากผมไปเมื่อไหร่
   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชีวิตใครก็เป็นของคนนั้น ต่างวาระและวิถี ซึ่งหลายคนอาจไม่คิดอย่างผม แต่เชื่อได้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนคิดเหมือนๆกันคือ
   ขอแค่รู้สึกดีและเป็นสุข โดยจะไม่ย้อนกลับมาเสียใจภายหลัง ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
   เพราะแม้แต่ตัวผมเอง สุดท้ายก็ไม่อาจรักษาความรักไว้ได้ตลอด
   ก็ผมเป็นเพียงแค่ “สายลมพเนจร” ที่แสวงหาความรัก ... ก็เท่านั้นเอง

 

edit @ 5 May 2009 09:13:37 by osto

edit @ 5 May 2009 09:13:54 by osto

โง่ที่จะรัก

posted on 25 Apr 2009 02:55 by ostokaze

หลายครั้งที่มักจะมีคนถามเวลาต้องเดินทางไปด้วยกันกับผมว่า ทำไมถึงชอบขับรถช้าๆล่ะ  แบบนี้กว่าจะถึงจุดหมายก็คงต้องใช้เวลานานสิ  ทำไมต้องรีบด้วยล่ะ  ในเมื่อทั้งสองข้างทางที่เราผ่าน มันมีอะไรมากมายให้เรามองตลอดนี่ เป็นคำตอบที่ทุกคนมักจะได้ยินพร้อมใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม

 

ผมชอบที่จะขับรถช้าๆ  แบบไม่สนใจเวลา (จะถึงเมื่อไหร่ช่างมัน!)  แต่บางที่เห็นคนปั่นจักรยานอยู่ข้างหน้า เลือดสิงห์นักบิดในตัวมันก็พุ่งพล่านออกมา อดที่จะเร่งเครื่องแซงไม่ได้ หรือบางทีก็รู้สึกไม่อยากแซงคนข้างหน้าขึ้นมาเฉยๆ เพราะว่าเวลาขับรถตามหลังเขาก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจไปอีกแบบเหมือนกัน

 

จะถึงจุดหมายเมื่อไหร่ ไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าเวลาขับรถช้าแล้วมีเวลามองสิ่งต่างๆรอบตัวได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ผู้คน รวมถึงการจินตนาการร่วมด้วยว่ากำลังออกมาผจญภัยในที่ที่เราไม่รู้จัก เราจะทำอะไรต่อไปดี (ถึงแม้ว่าจะเป็นเส้นทางที่ผ่านทุกวันก็ตาม) และที่สำคัญยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย จะยังไงก็ตามขอแค่ถึงจุดหมายเป็นใช้ได้

 

จะว่าไปการเดินทางของผมก็อาจจะคล้ายกับความรักกระมั!

 

          ที่ทุกคนมีจุดหมายของตัวเอง มีการกำหนดสถิติเวลาที่ตัวเองพอใจ แต่คนที่ถึงจุดหมายก่อนก็ใช่ว่าจะคว้าความรักที่ดีได้ก่อนเสมอไปและสถิติที่กำหนดไว้ก็ไม่ได้การันตีว่าความรักจะสมบูรณ์แบบ

 

                ในขณะที่สังคมที่เราอยู่ทุกวันนี้ได้ปลูกฝังให้เราต้องรีบเร่งแซงคนอื่นๆเสมอ พยายามอย่าให้ใครแซงหน้า ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการพลาดโอกาสดีๆในชีวิตไป

 

                แต่ในสังคมของความรัก กลับสอนให้เรารู้จักผ่อนจังหวะให้ช้าลง แต่หนักแน่นเข้าไว้

 

                สังคมภายนอกบอกให้เรารู้ว่า อย่าตามหลังใครถ้าไม่แน่ใจว่าจะตามเขาได้ทัน เพราะมันเสียแรงเปล่าและโง่เหลือเกิน

 

                แต่ในสังคมของความรัก ใครอีกหลายคนกลับสมัครใจที่จะเป็นคนโง่ เพื่อวิ่งตามคนที่ตนเองรักให้ทัน ทั้งที่รู้แก่ใจว่า ไม่มีวันนั้น......

 

                ผมก็มีจุดหมายในหัวใจเหมือนใครๆหลายคน คนรักของผมเธอคงเป็นนักวิ่งที่ฝีเท้าดีเอามากๆ เพราะตั้งแต่คบกันมา เธอมักจะออกวิ่งก่อนผมเสมอ ไม่เคยบอกล่วงหน้าและไม่เคยชะลอความเร็วลงเลย แต่ความเร็วของเธอก็ไม่มากไปกว่าความรักที่ผมมี

 

                ความรักทำให้ผมวิ่งเร็วขึ้น ใกล้เธอมากขึ้นและไม่ยอมปล่อยให้เธอทิ้งระยะจนคลาดสายตาผม

 

                แต่เมื่อเกือบที่จะถึงตัวเธอ ผมก็มักจะเลือกที่จะวิ่งให้ช้าลงและวิ่งเหยาะๆ ตามเธอไปเรื่อยๆ

 

                ผมแซงหน้าเธอได้ แต่ผมกลับไม่ทำ

 

                แม้ว่าจะวิ่งให้ทันเธอในแนวเดียวกัน ผมก็ทำได้ แต่ผมกลับไม่ทำ

 

เหตุผลของผมนั้นแสนง่าย(หรือป่าว???)

 

ถ้าผมวิ่งให้ทันเธอหรือแซงหน้าเธอไป  ต่อไปผมก็คงมองไม่เห็นเธอในชีวิตของผมอีกสิ  แต่ถ้าผมวิ่งตามเธอห่างๆแบบนี้ก็เท่ากับว่าผมยังได้เห็นความเป็นไปของเธอ ยังมีเธออยู่ในสายตา-ในชีวิต แม้ว่าเธอจะไม่เคยหันหลังกลับมาหรือวิ่งให้ช้าลงเลยก็ตาม

 

บางครั้งผมก็คิดถามตัวเองอยู่เสมอ แล้วทำไมไม่เข้าใกล้เธอมากกว่านี้ ทำไมต้องเว้นระยะห่างแบบนี้ด้วย เธอเป็นคนรักของผมนะ

 

ทั้งที่คำตอบกลับชัดเจนอยู่ในตัวมันอยู่แล้วว่า แท้จริงแล้วผมกลัวเธอจะรู้ตัว แล้ววิ่งหนีผมไปไกลยิ่งกว่านี้ ถึงวันนั้นผมอาจจะเหนื่อยจนหมดแรงที่จะวิ่งตามอีกต่อไปแล้ว...ห่างแบบนี้ดีกว่า ผมได้เห็นเธอ มันอุ่นใจดี หรือถ้าวันหนึ่งเธอล้มลง...ผมจะได้วิ่งเข้าไปช่วยพยุงได้ทัน และถ้ามันจะทำให้เธอเห็นความจริงใจของผม เธออาจจะชวนผมวิ่งไปพร้อมกันอีกครั้ง-ถ้าเธอหายดีแล้ว

 

ก็นั่นล่ะนะ!!!  ความรักมักทำให้คนมีความหวังอยู่เสมอ

 

ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้คนบางคนดูโง่งมงายเสียเต็มประดา

 

ถ้าผมเลือกที่จะวิ่งออกนอกเส้นทาง แล้วไปตั้งต้นใหม่กับใครสักคนที่เขาพร้อมจะวิ่งไปกับผม ป่านนี้...ผมคงถึงจุดหมายไปนานแล้ว

 

แต่ผมยังคงเต็มใจที่จะวิ่งตามเธอไปเรื่อยๆ

 

แม้ว่าบางที-อาจไม่มีวันนั้น...วันที่ผมถึงจุดหมายแห่งความรัก

 

เพราะว่าบางที...

 

จุดหมาย อาจไม่มีความหมายต่อผม หากว่าผมถึงจุดหมาย แต่ได้ทำหัวใจหล่นหายไประหว่างทาง

 

เมื่อความสุขคือ การโง่ที่จะรักและวิ่งตาม

 

ในสังคมของความรัก... ผมจึงมองเห็นหลายคนที่ยอมวิ่งช้าและปรารถนาจะเป็นผู้ตามด้วยความเต็มใจอยู่เสมอ...จริงไหมครับ (^ ^)

 

 

edit @ 25 Apr 2009 17:01:14 by osto